วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

แบบประเมิน BLOG

 แบบประเมิน BLOG 



 QR code แบบฟอร์ม :


หัวข้อการประเมิน
1.เนื้อหาของ BLOG มีความครบถ้วน 
2.การจัดองค์ประกอบของ BLOG มีความคิดสร้างสรรค์ สวยงาม น่าสนใจ
3.การจัดองค์ประกอบของ  BLOG ดูเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
4.การนำไปใช้ประโยชน์ในวิชาชีพ ในอนาคต
5.ข้อเสนอแนะ

ผู้เข้าประเมิน











กรณีศึกษา

 ประวัติกรณีศึกษา

ชื่อ นามสกุล นักเรียน เด็กชาย ศิรากร สุดคนึง       อายุ 5 ปี
เพศ ชาย     ชั้น อนุบาล 3         ครูประจำชั้น ชื่อ นามสกุล นางวันรัฐ เดชารักษ์
ชื่อผู้ปกครอง นางวรรณา สุดคนึง   มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น มารดา
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 062-0081340   
ชื่อ บิดา นายศักดา สุดคนึง      ชื่อ มารดา นางวรรณา สุดคนึง
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 062-0081340   

ระยะเวลาในการศึกษา   15 มกราคม 2567 - 19 มกราคม 2567  (1 สัปดาห์ )

แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน

ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน  คือ  ครูพี่เลี้ยง และพี่ฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 
ปัญหาพฤติกรรมที่พบ/ลักษณะปัญหา  
  1. พฤติกรรมในด้านการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก
  2. พฤติกรรมในด้านการพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา
      พฤติกรรมในด้านการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก สาเหตุที่เลือกพัฒนาด้านกล้ามเนื้อเล็ก เนื่องจากเด็กชายศิรากร สุดคนึง มีกล้ามเนื้อมือที่ไม่ค่อยแข็งแรง การเขียน ระบายสี ตัดกระดาษ ฉีก ปะ ขยำ ได้ไม่ค่อยดี เช่น การระบายสีเด็กก็จะระบายสีออกนอกรูปภาพ ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อมือได้ดีพอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ดิฉันเลือกพฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อเล็ก
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน
ข้อเสนอแนะจาก นางวันรัฐ เดชารักษ์  ตำแหน่ง ครูพี่เลี้ยง
      แนวทางในการช่วยเหลือพัฒนาผู้เรียน คือจัดกิจกรรมฉีก ตัด ปะ ให้กับนักเรียน ตามคำแนะนำของครูพี่เลี้ยง ในด้านการสนับสนุนการจัดกิจกรรม ครูพี่เลี้ยงมีการอำนวยความสะดวกในด้านอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมเพื่อที่จะส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน
      แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาผู้เรียน ดิฉันเลือกใช้กิจกรรมฉีก ตัด ปะ เนื่องจากการฉีก ตัด ปะ ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้เป็นอย่างดี นอกจากจะช่วยเรื่องกล้ามเนื้อเล็กแล้ว ยังช่วยการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตาอีกด้วย

แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน

บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)
- เป็นบ้านปูนสองชั้น ด้านบนเป็นไม้ บริเวณรอบๆบ้านมีความกว้างและมีลานหน้าบ้าน
บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)
-ภายในบ้านชั้นล่างมีพื้นที่กว้าง จัดมุม มีการจัดวางสิ่งของเป็นสัดส่วน มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
-ภายในบ้านชั้นบนมีฝุ่นเล็กน้อย มีห้องนอน ห้องเก็บของ และห้องพระ
บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
      ผู้ปกครองของเด็กชายศิรากร สุดคนึง ขณะสอบถามคุณแม่มีสีหน้ายิ้มแย้ม คุณแม่ให้ความร่วมมือในการสัมภาษณ์ มีความกระตือรือร้น และให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์ และพร้อมที่จะพัฒนาบุตรของตนร่วมกับคุณครูอย่างดีบรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
      ผู้ปกครองของเด็กชายศิรากร สุดคนึง ในขณะที่สัมภาษณ์ข้อมูล คุณแม่มีความกระตือรือร้นในการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ปรึกษาแนวทางร่วมกับครูประจำชั้น พร้อมที่จะพัฒนาบุตรของตน
บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
      ผู้ปกครองของเด็กชายศิรากร สุดคนึง รู้สึกดีต่อโรงเรียนเพราะครูที่โรงเรียนช่วยสอนให้น้องได้เรียนรู้และได้ทำกิจกรรม แม่ชอบให้น้องได้ทำกิจกรรมกับครูและเพื่อนๆ เพราะลูกมีความสุขเวลาไปโรงเรียนได้เล่นกับเพื่อนๆ
บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน การอ่านหนังสือ (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)
      ผู้ปกครองของเด็กชายศิรากร สุดคนึง คือ แม่ ในขณะสัมภาษณ์ข้อมูลคุณแม่ เมื่อเด็กชายศิรากร สุดคนึง กลับมาบ้านหากวันใดที่มีการบ้านที่ต้องเขียนหรือระบายสี น้องมักจะทำไม่ค่อยได้ ต้องให้ผู้ปกครองคอยจับมือเขียนอยู่เสมอจึงจะเขียนสำเร็จ ถ้าหากเด็กชายศิรากร สุดคะนึง เข้าใจวิธีการเขียน จะพยายามเขียนเองและทำให้เสร็จ
บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน)
      ลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของเด็กชายศิรากร สุดคะนึง เด็กมักจะเล่นอยู่ที่บ้านกับพี่ชายมากกว่า
บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
      เด็กชายศิรากร สุดคนึง น้องโฟร์ค เป็นลูกคนที่สองของคุณแม่ ครอบครัวของน้องโฟร์ค ประกอบไปด้วย คุณพ่อ คุณแม่  พี่ และน้องโฟร์ค ความสัมพันธ์ในครอบครัวรักกัน น้องโฟร์คมักจะพูดเสมอ ว่ารัก พ่อ แม่ และพี่ชาย
แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาร่วมด้วย)
       คุณแม่ยินดีให้ความร่วมมือและร่วมหาแนวทางพัฒนาด้านกล้ามเนื้อเล็กของน้องโฟร์คกับทางโรงเรียนทุกอย่าง

ภาพการเยี่ยมบ้านนักเรียน







วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ทะเบียนควบคุมชิ้นงาน

                                  ทะเบียนคุมชิ้นงาน


นางสาว กานดา  แดงเรืองรัมย์ รหัสนักศึกษา 64121860208

คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่3


คำชี้แจง

บันทึกรายการชิ้นงานที่ทำส่งทุกชิ้นในกรณีที่เจ้าของแฟ้มต้องการปรับปรุงผลงานให้บันทึกรายละเอียดของการปรับปรุงแก้ไขงานทุกชิ้นต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน


วันที่/เดือน /พ.ศ.

รายการส่งงาน

การปรับปรุง/ผลงานที่ชอบ

1 ธันวาคม 66

ชิ้นงานที่1  Portfolio

ชอบเพราะได้นำเสนอกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในระหว่างการทดลองสอนในโรงเรียน โดยนำเสนอผ่านการจัดทำ Portfolio

1 ธันวาคม 66

ชิ้นงานที่ 2  แบบฝึกคิด

 

1 ธันวาคม 66

ชิ้นงานที่  3 ดอกไม้ในใจฉัน

 

1 ธันวาคม 66

ชิ้นงานที่ 4  เด็กน้อยในใจฉัน

ชอบเพราะว่าได้นึกถึงเด็กๆที่เป็นห่วงของตนเองจากการลงสังเกตการสอน

17 ธันวาคม 66

ชิ้นงานที่  5 เข้าเรียนออนไลน์

 

17 ธันวาคม 66

ชิ้นงานที่ 6 แบบฝึกหัด: เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 

31 มกราคม 67

ชิ้นงานที่  7 สรุป การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ของเด็กปฐมวัย ทั้ง11กลุ่ม

ชอบเพราะได้เรียนรู้แต่ละหัวข้อที่เพื่อนๆได้จัดทำ และได้ให้ความรู้ในเรื่องนั้นๆ

1 กุมภาพันธ์ 67

ชิ้นงานที่  8 กลุ่มที่11 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ชอบเพราะได้เรียนรู้หัวข้อที่กลุ่มตัวเองได้รับผิดชอบ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆในกลุ่ม และได้ให้ความรู้กับเพื่อนๆในชั้นเรียน

6 กุมภาพันธ์ 67

ชิ้นงานที่  9 สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 

8 กุมภาพันธ์ 67

ชิ้นงานที่  10 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ชอบเพราะได้ออกแบบเนื้อหา กิจกรรม และวัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสัปดาห์ และได้ออกแบบใบขออนุมัติพานักเรียนไปทัศนศึกษา

18 กุมภาพันธ์ 67

ชิ้นงานที่  11 กรณีศึกษา

ชอบเพราะได้ศึกษาและพัฒนาผู้เรียนร่วมกับครูพี่เลี้ยง

 

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 การสังเกตพฤติกรรม

     การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆ

 องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

            1. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด

            2. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน

            3. การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

 

หลักในการบันทึกการสังเกต

            1. การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย

            2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง

            3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้


ข้อดีของการบันทึกการสังเกต

            1. เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน

            2. เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่

            3. กิจวัตรประจำวัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง

            4. ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก

            5. เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม


สรุป การบันทึกการสังเกต

            1. บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่ง

            2. ในการประเมินผลพัฒนาการเด็กและถ้าผู้สังเกตมีความถี่ถ้วนในการสังเกตมากเท่าไร โอกาสที่ผู้สังเกตจะจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น


ประเภทของการสังเกต

            1. การสังเกตแบบบรรยาย

            2. ระเบียนพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ

 

ข้อสำคัญของการสังเกต

            จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูด หรือการกระทำอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 

การสัมภาษณ์

    การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ

 

หลักในการสัมภาษณ์

1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์          

2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ          

3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี          

4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์


ประเภทของการสัมภาษณ์

            1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ( Structured Interviews ) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์

            2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือไม่เป็นทางการ ( Unstructured หรือ Informal Interviews ) เป็นวิธีการที่ใช้มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็ก เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าวๆ แต่ไม่ได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้ การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนองต่อคำตอบของเด็ก ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าสู่ประเด็น


ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

            สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม ตอบและช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนที่ขี้อายหรือพูดน้อยในชั้นเรียน อาจจะช่างพูดมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ช่วยให้ครูได้ภาพรวมของเด็กมากขึ้น และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินผลชนิดอื่นๆ


ข้อจำกัดของการประเมินผลแบบใช้วิธีการสัมภาษณ์

           1. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์

           2. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม

           3. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อผู้สัมภาษณ์

           4. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูล

           5.การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ( Partially Structured Interviews )

 

การเขียนบันทึก

            1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะ

            2. เด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับ

            3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน


ข้อดีของการเขียนบันทึก

            1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตนเอง

            2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้ครูเข้าใจเด็กที่สอนมากขึ้น

            3. ครูทราบรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากขึ้น


ข้อจำกัด

         ต้องใช้เวลาในการเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งบางครั้งครู ไม่มีเวลาในการบันทึก

 

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

     การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น


ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก

1. กิจกรรม : กิจกรรมกลุ่มใหญ่

2. บันทึกพฤติกรรมและคำพูด :ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง

ครู : วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะค่ะ

วิเคราะห์ :การที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน


การทำสังคมมิติ

          เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม


วิธีการ

           1. การประเมินแบบสังคมมิติมีวิธีการ 2 วิธี

           2. การทายลักษณะ

           3. การสร้างภาพทางสังคม

 

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ

              เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

            การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้ แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียว ครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก


ข้อควรระมัดระวัง

            ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด

 

การสร้างและการใช้แบบทดสอบในระดับอนุบาล

           การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

 

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

            1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ

            2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ

            3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ

            4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

            5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้


ประเภทของแบบทดสอบระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ

            1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher – made )

            2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test )


ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

            1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ

            2. ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้ มีความเชื่อถือได้( Reliability ) และความเที่ยง ( Validity )

            3. ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย

            4. ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้

            5. กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว

            6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอน และการตีความผลของการสอบ

 

การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน

        แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง

        แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป


ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

           1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้

           2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก

           3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก

           4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ

           5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม

           6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

           7. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่

            8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล


ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก

           1. ผลงานเด็กจำเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

           2. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน

           3. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด

 

อ้างอิง : https://www.kruchiangrai.net/2019/10/28/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2/

แบบประเมิน BLOG

  แบบประเมิน BLOG   QR code แบบฟอร์ม : หัวข้อการประเมิน 1. เนื้อหาของ BLOG มีความครบถ้วน  2. การจัดองค์ประกอบของ BLOG มีความคิดสร้างสรรค์ สว...