แบบประเมิน BLOG
BLOG64_208 นางสาวกานดา แดงเรืองรัมย์ : การศึกษาเด็กรายกรณี
หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทะเบียนคุมชิ้นงาน
- PORTFOLIO
- แบบฝึกคิด
- ดอกไม้ในใจฉัน
- เด็กน้อยในใจฉัน
- เรียนออนไลน์
- แบบฝึกหัด
- สรุป การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ของเด็กปฐมวัย ทั้ง11กลุ่ม
- กลุ่มที่ 11 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
- สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินฯ
- กรณีศึกษา
- แบบประเมิน BLOG
วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
แบบประเมิน BLOG
กรณีศึกษา
ประวัติกรณีศึกษา
เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 3 ครูประจำชั้น ชื่อ นามสกุล นางวันรัฐ เดชารักษ์
ชื่อผู้ปกครอง นางวรรณา สุดคนึง มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น มารดา
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 062-0081340
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 062-0081340
แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน
แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน
วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
ทะเบียนควบคุมชิ้นงาน
ทะเบียนคุมชิ้นงาน
นางสาว กานดา แดงเรืองรัมย์ รหัสนักศึกษา 64121860208
คณะครุศาสตร์
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่3
คำชี้แจง
บันทึกรายการชิ้นงานที่ทำส่งทุกชิ้นในกรณีที่เจ้าของแฟ้มต้องการปรับปรุงผลงานให้บันทึกรายละเอียดของการปรับปรุงแก้ไขงานทุกชิ้นต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน
|
วันที่/เดือน /พ.ศ. |
รายการส่งงาน |
การปรับปรุง/ผลงานที่ชอบ |
|
1 ธันวาคม 66 |
ชิ้นงานที่1 Portfolio | ชอบเพราะได้นำเสนอกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในระหว่างการทดลองสอนในโรงเรียน โดยนำเสนอผ่านการจัดทำ Portfolio |
|
1 ธันวาคม 66 |
ชิ้นงานที่
2 แบบฝึกคิด |
|
|
1 ธันวาคม 66 |
ชิ้นงานที่ 3 ดอกไม้ในใจฉัน |
|
|
1 ธันวาคม 66 |
ชิ้นงานที่ 4 เด็กน้อยในใจฉัน |
ชอบเพราะว่าได้นึกถึงเด็กๆที่เป็นห่วงของตนเองจากการลงสังเกตการสอน |
|
17 ธันวาคม 66 |
ชิ้นงานที่ 5 เข้าเรียนออนไลน์ |
|
|
17 ธันวาคม 66 |
ชิ้นงานที่
6
แบบฝึกหัด: เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย |
|
|
31 มกราคม 67 |
ชิ้นงานที่ 7 สรุป
การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ของเด็กปฐมวัย
ทั้ง11กลุ่ม |
ชอบเพราะได้เรียนรู้แต่ละหัวข้อที่เพื่อนๆได้จัดทำ
และได้ให้ความรู้ในเรื่องนั้นๆ |
|
1 กุมภาพันธ์ 67 |
ชิ้นงานที่ 8 กลุ่มที่11 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ |
ชอบเพราะได้เรียนรู้หัวข้อที่กลุ่มตัวเองได้รับผิดชอบ
ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆในกลุ่ม และได้ให้ความรู้กับเพื่อนๆในชั้นเรียน |
|
6 กุมภาพันธ์ 67 |
ชิ้นงานที่ 9 สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย |
|
|
8 กุมภาพันธ์ 67 |
ชิ้นงานที่ 10 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
และ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย |
|
|
18 กุมภาพันธ์ 67 |
ชิ้นงานที่ 11 กรณีศึกษา |
|
วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
การสังเกตพฤติกรรม
การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ
หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ
การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆ
1. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด
2. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
3. การตีความ
แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
หลักในการบันทึกการสังเกต
1. การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย
2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน
ตามลำดับก่อนหลัง
3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
ข้อดีของการบันทึกการสังเกต
1. เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน
2. เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสังเกต
หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่
3. กิจวัตรประจำวัน
หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง
4. ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก
5. เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม
สรุป
การบันทึกการสังเกต
1. บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่ง
2. ในการประเมินผลพัฒนาการเด็กและถ้าผู้สังเกตมีความถี่ถ้วนในการสังเกตมากเท่าไร
โอกาสที่ผู้สังเกตจะจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
ประเภทของการสังเกต
1. การสังเกตแบบบรรยาย
2. ระเบียนพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ
ข้อสำคัญของการสังเกต
จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง
โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต
เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น
เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูด หรือการกระทำอะไรเกิดขึ้นบ้าง
การสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ
หลักในการสัมภาษณ์
1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์
2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ
3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี
4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์
ประเภทของการสัมภาษณ์
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
( Structured Interviews ) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า
ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์
2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
หรือไม่เป็นทางการ ( Unstructured หรือ Informal
Interviews ) เป็นวิธีการที่ใช้มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็ก
เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว
ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าวๆ
แต่ไม่ได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
ครูอาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้
การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนองต่อคำตอบของเด็ก
ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย
หรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน
และสามารถกระตุ้นหรือถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าสู่ประเด็น
ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม ตอบและช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนที่ขี้อายหรือพูดน้อยในชั้นเรียน อาจจะช่างพูดมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ช่วยให้ครูได้ภาพรวมของเด็กมากขึ้น และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินผลชนิดอื่นๆ
ข้อจำกัดของการประเมินผลแบบใช้วิธีการสัมภาษณ์
1. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์
2. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม
3. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อผู้สัมภาษณ์
4. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูล
5.การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง
( Partially Structured Interviews )
การเขียนบันทึก
1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะ
2. เด็กรายที่ต้องการศึกษา
หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับ
3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน
ข้อดีของการเขียนบันทึก
1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตนเอง
ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตนเอง
2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล
ทำให้ครูเข้าใจเด็กที่สอนมากขึ้น
3. ครูทราบรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากขึ้น
ข้อจำกัด
ต้องใช้เวลาในการเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งบางครั้งครู
ไม่มีเวลาในการบันทึก
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็ก
จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก
การเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก
และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น
ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก
1. กิจกรรม
: กิจกรรมกลุ่มใหญ่
2. บันทึกพฤติกรรมและคำพูด
:ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู
ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง
ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง
ครู :
วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะค่ะ
วิเคราะห์
:การที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ
และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน
ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ
ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ
การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน
การทำสังคมมิติ
เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร
การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม
วิธีการ
1. การประเมินแบบสังคมมิติมีวิธีการ 2 วิธี
2. การทายลักษณะ
3. การสร้างภาพทางสังคม
การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร
หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด
ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้
แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียว ครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม
พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
ข้อควรระมัดระวัง
ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ
มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด
การสร้างและการใช้แบบทดสอบในระดับอนุบาล
การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ
2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability
) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ประเภทของแบบทดสอบระดับปฐมวัยแบ่ง
ออกเป็น 2 แบบ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
( Teacher – made )
2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized
test )
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ
2. ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้
มีความเชื่อถือได้( Reliability ) และความเที่ยง ( Validity
)
3. ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย
4. ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้
5. กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน
คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอน และการตีความผลของการสอบ
การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน
แฟ้มผลงานเด็ก
เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล
ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก
ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม
ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง
แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม
ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง
ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป
ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ
ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ
หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ
เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล
ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก
1. ผลงานเด็กจำเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
2. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน
3. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด
แบบประเมิน BLOG
แบบประเมิน BLOG QR code แบบฟอร์ม : หัวข้อการประเมิน 1. เนื้อหาของ BLOG มีความครบถ้วน 2. การจัดองค์ประกอบของ BLOG มีความคิดสร้างสรรค์ สว...
-
ประวัติกรณีศึกษา ชื่อ นามสกุล นักเรียน เด็กชาย ศิรากร สุดคนึง อายุ 5 ปี เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 3 ครูประจำชั้น ชื่อ ...

.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
