กลุ่มที่ 1
การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย
สุขภาพอนามัย การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการสุขนิสัย
พัฒนาการของเด็กปฐมวัยแบ่งได้
4 ด้านใหญ่ๆ
1. พัฒนาการด้านร่างกาย
2.พัฒนาการด้านสติปัญญา
3. พัฒนาการด้านอารมณ์
4.
พัฒนาการด้านสังคม
ภาวะสุขภาพ หมายถึง การดำรงชีพของบุคคลอย่างมีสุขทั้งกายและจิต
อาจกล่าวได้ว่ามิใช่เพียงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแต่รวมถึงการมีชีวิตที่มีร่างกายแข็งแรง
จิตแข็งแรง มีความสุขอยู่ในสังคม
องค์การอนามัยโลก ได้นิยามไว้ว่า“สุขภาพ
หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคมและปัญญา
มิใช่เพียงการปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น”(ตามนิยาม “สุขภาพ”
ขององค์การอนามัยโลกและ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550)” หรือสุขภาวะที่สมบูรณ์ทุกๆ
ทางเชื่อมโยงกันสะท้อนถึงความเป็นองค์รวมอย่างแท้จริงของสุขภาพที่เกื้อหนุนและเชื่อมโยงกันทั้ง
4 มิติ นํา มาสู่วิสัยทัศน์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) คือ “คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืนหมายถึงคนไทยมีสุขภาวะดีครบทั้งสี่ด้านได้แก่
กาย จิต สังคมและปัญญา
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
เด็กวัย3-6 ปีอยู่ในระยะเด็กวัยก่อนเรียนหรือวัยอนุบาล(preschool) เป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งแวดล้อมได้มาก พัฒนาการด้านต่าง ๆ
ก้าวหน้าขึ้นมากและมีสังคมกว้างขึ้นจากเดิมที่อยู่กับพ่อแม่เป็นหลักเป็นการอยู่ร่วมกับครูและเพื่อนที่โรงเรียน
ดังนั้น ครูจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยนี้ นอกเหนือจากพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว
ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัยการส่งเสริมสุขภาพ
1.อาหาร
2.การออกกำลังกาย
3.การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน
4.วัคซีน
5.การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
1.การซักประวัติการเจริญเติบโต
2.การประเมินการเจริญเติบโต
และการแปลผล ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วไป ได้แก่
-น้ำหนัก
-ส่วนสูง
-เส้นรอบศีรษะ
-ฟัน
-การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ
-การเจริญเติบโตของกระดูก
การประเมินพัฒนาการ
ควรยึดหลักดังนี้
-ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
-ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
-สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจำวัน
-ประเมินอย่างเป็นระบบ
มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก
-ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก
ภาวะโภชนาการ
ความสำคัญของอาหารและโภชนาการ
อาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตเพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ เช่น
โปรตีน ไขมันคาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ และสารอื่น ๆ
ในอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งใยอาหารและน้ำ เพื่อร่างกายเจริญเติบโตและบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์
กลุ่มที่
2
ทักษะกลไก
การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อใหญ่
พัฒนาการด้านร่างกายนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2
ด้าน คือ
1 .พัฒนาการทางด้านปริมาณ ได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย เช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
2.พัฒนาการทางด้านคุณภาพ
ได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง
และการกระโดด
การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายพิจารณาจาก
1) น้ำหนักตัว
2)
ความยาวหรือความสูง
3)
การเพิ่มของไขมันใต้ผิวหนัง
4)
การเพิ่มของเส้นรอบศีรษะ
5)
การขึ้นของฟัน
6)
การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ
ลักษณะการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ต้องใช้ลำตัว
แขน ขามี 3
ประเภท
1) การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่:
การก้มตัว การยืด การเหยียดตัว
2) การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อน: การเคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้นโดยเน้นที่เท้ามีพื้นฐาน เดิน วิ่ง การก้าวกระโดด การกระโดดเท้าสลับ
3)
การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ (ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่) ประกอบอุปกรณ์ เช่นลูกบอลห่วงยาง
บาร์เชือก
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมมี
2 แบบ คือ
1.
การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระเบียบ
เป็นการสังเกตอย่างมีจุดหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
2. การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูและสังเกตการเล่นของเด็ก จดบันทึกหรือการที่ผู้ปกครองและครูสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะเล่นหรือทำจดบันทึก โดยไม่มีการกํา หนดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตล่วงหน้าและไม่สามารถคาดล่วงหน้าได้ว่าเด็กจะแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา
วิธีบันทึกข้อมูลและการแปลความ
-สังเกตพฤติกรรมของเด็กตามรายการในแบบบันทึกแล้วกรอกข้อมูลในช่องที่ 3 ว่าเด็กที่พฤติกรรมตามรายการในแบบบันทึกได้เมื่ออายุกี่เดือน
-นําข้อมูลที่กรอกในช่องที่สามเปรียบเทียบกับช่องที่ 2 ซึ่งเป็นความสามารถตามวัยจะช่วยทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมตามวัยก้าวหน้า หรือช้า เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กต่อไป
-ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากพฤติกรรมตามวัย ที่ระบุไว้ในแบบบันทึกข้อมูลสามารถบันทึกลงในช่องหมายเหตุ
กลุ่มที่
3
ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์
ความสำคัญของพัฒนาการทางด้านร่างกาย
(การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก)
กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการประกอบกิจวัตประจำวันด้วยตนเอง
เช่น การใส่ – ถอดกระดุม รูดชิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ
รวมทั้งการขีดเขียน
ความหมายของความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
รัชนี รัตนา (25331) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการทำงานประสานสัมพันธ์กันดีระหว่างกล้ามเนื้อตา
กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือทำให้สามารถกระทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างถนัดและมีประสิทธิภาพ
หลักการประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2542: 192-205) กล่าวถึงแบบบันทึกพัฒนาการเด็ก 3 - 6 ปี
และพัฒนาการทางด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็กประกอบไปด้วย
1. การทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ
2. ทำงานด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก
3. การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยเหลือตนเอง
4. การใช้อุปกรณ์ในการเขียน การวาดภาพ และการระบายสี
เทคนิคและวิธีการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
(กล้ามเนื้อมัดเล็ก)
การวัดผลและประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสามารถใช้วิธีวิการต่างๆได้หลายรูปแบบ
การรวบรวมข้อมูลขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ต้องการวิธีวิการที่เหมาะสมและนิยมใช้ใช้การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแนวใหม่
มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้
-แบบบันทึก (Anecdotal
records)
-การใช้แบบทดสอบ
(Test)
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
-การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
หรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)
-แฟ้มสะสมงาน (Portfolio)
-การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes)
กลุ่มที่
4
ลักษณะของอารมณ์
พื้นอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม (ต่อตนเองและผู้อื่น)
ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
เด็กคือ เด็กที่มีความรู้สึก
มีความคิดเห็นของตัวเอง แต่จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะช่วยอบรมสั่งสอน
นําพาเข้าสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร เด็กจึงจะเจริญเติบโตเป็นเด็กที่เป็นคนดี
มีความสุข และมีความสมดุลในชีวิต ดังนั้น การพัฒนา จึงเริ่มต้นขึ้นที่บ้าน
ถ้าพ่อแม่พัฒนาลูกในทุกกิจกรรม ลูกจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง
รู้จักกินเป็น ดูเป็น ฟังเป็น บริโภคเป็น มีจิตใจที่ดีงาม มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม
พร้อมที่จะออกสู่สังคมนอกบ้านต่อไป
หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
ของเด็กปฐมวัย
1.วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป
2.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
ซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้
และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5.สรุปผลการประเมิน
จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล
สื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล
ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ
ประกอบด้วย
1.
สิ่งที่จะประเมิน พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 1 มาตรฐาน คือ
-มาตรฐานที่ 3
มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
-มาตรฐานที่ 4
ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
-มาตรฐานที่ 5
มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
2.
วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้านอารมณ์จิตใจ
ประกอบด้วย
การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและ
สถานการณ์ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นความสนใจ / ความสามารถ/และมี ความสุขในการทำงานศิลปะ
ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทำงาน ความซื่อสัตย์สุจริตและ
รู้สึกถูกผิดความเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการประหยัดอดออม
และพอเพียง
3.
เกณฑ์การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์
1. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ
2. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก
ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำได้ดีแล้วและ เด็กที่ยังทำไม่ได้ส่วนเด็กปานกลางให้ถือว่าทำได้ไปตามกิจกรรม
3. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรมคํา
พูดการปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/กิจกรรมและคุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน
ร่องรอยที่นำมาใช้พิจารณาตัดสินผลของการทำงานหรือการปฏิบัติ
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกต
2. การสัมภาษณ์
กลุ่มที่
5
การประเมินพัฒนาการการเรียนรู้ทางสังคม/ทักษะทางสังคม/พฤติกรรม/ความสามารถทางสังคม ฯลฯ
การเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ความหมายของการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยคือ การเรียนรู้ทางสังคม Social Learning หมายถึง การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆ ในสังคม การเรียนรู้นี้ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ ตามที่สังคมนั้นๆ มีอยู่ ทำให้คนที่เติบโตในสังคมไทยมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบไทย และทำให้คนที่เติบโตในสังคมจีนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบจีน
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย
เป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม
สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตามลำดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ
เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ
ในชีวิตประจำวัน สามารถเล่นทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
พัฒนาการด้านสังคม
พัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้เข้าใจตนเองและผู้อื่น
เพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม
ทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทักษะทางสังคมเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว
ชุมชนและสังคม เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย
เพื่อใช้ในการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม
ความสำคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทักษะทางสังคมมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาตัวบุคคล
สังคม เพราะสังคมเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา มากที่สุด
จึงมีความสำคัญทั้งต่อตัวบุคคลและส่วนรวม
ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่เด็กแสดงออกนั้นเป็นการแสดงความรู้สึก
เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงความต้องการของตนเอง
ทั้งการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มการช่วยเหลือและการแบ่งปัน ลักษณะที่กล่าวมานี้
สามารถแสดงออกมาได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ การทำกิจกรรมร่วมกัน
และการยอมรับของกลุ่มเพื่อน และบุคคลที่อยู่รอบตัวเด็กซึ่งเด็กจะแสดงพฤติกรรมด้านบวกเพิ่มมากขึ้น
การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม
การส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยนั้น มีหลายวิธี ที่สามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนาและส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมให้กับเด็กได้ อาทิเช่น การจัดสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการชมเชย ให้รางวัล เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม
ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม
เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส
ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน
ได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ และปรับตัวอยู่ในสังคม
เด็กควรมีโอกาสได้เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่
เด็กวัยเดียวกันหรือต่างวัยเพศเดียวกันหรือต่างเพศอย่างสม่ำเสมอ
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1.
สังเกตพฤติกรรมเด็ก[OBSERVATION]
2. การสัมภาษณ์
(INTERVIEW)
3.
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (ANECDOTES]
4.
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (CHECKLISTS]
5.
การเขียนบันทึก (JOURNAL]
6.
การทำสังคมมิติ (SOCIOGRAM)
7.
การใช้แบบทดสอบ (TEST)
กลุ่มที่
6
การประเมินพัฒนาการทาง
ด้านสังคม (การเล่น)
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสังคม
การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่นเพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
โครงสร้างพัฒนาการ
โครงสร้างของการประเมินผลพัฒนาการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพเด็กแต่ละคนให้ถึงนั้นสูงสุด
คุณลักษณะตามวัยด้านสังคม
คุณลักษณะตามวัยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆผู้สอนจำ
เป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ แรกเกิด - 6
ปี เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ประเภทของการเล่น
1.เล่นคนเดียว(อายุ1ขวบ)
2.เล่นสมมติ(2-3ขวบ)
3.เล่นเชิงสังคม(3-4ขวบ)
4.เล่น-ดูผู้อื่นเล่น
5.ต่างคนต่างเล่น
6.เล่นร่วมกัน
7.เล่นแบบร่วมมือกัน (อายุ5-6ขวบ)
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำ
กว่า 3
ปี
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย
4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู)
5.นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้
การประเมินพัฒนาการเด็กด็
อายุ 3-6
ปี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4 ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริง
5. สรุปผลการประเมิน
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับเด็ก
กลุ่มที่ 7
ทักษะการคิดและการคิดแบบต่างๆ
ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย
การคิดสำหรับเด็กปฐมวัยจะใช้คําถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำกิจกรรม
หรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิด
วิเคราะห์ สังเกต และเปรียบเทียบ โดยคุณภาพของคําถามที่ถามได้ถูกวิธี ถูกเวลา
ขณะที่เด็กกําลังให้ความสนใจและเรียนรู้ในกิจกรรมที่เคยเตรียมไว้นั้นมีผลต่อกระบวนการคิดหาคําตอบของเด็กว่าสามารถพัฒนาการคิดได้มากน้อยเพียงใด
ความสำคัญของการคิด
1.การคิดช่วยให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลขณะทำกิจกรรมที่ฝึกทักษะการคิดต่างๆ
2.การคิดเกิดขึ้นได้ขณะที่เด็กฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ได้แก่
การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การลงความเห็น การสื่อความหมาย
การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลาและการใช้ตัวเลข เป็นต้น
3.การคิดช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้วิธีวิการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
4.การคิดช่วยให้เด็กมีโอกาสหาคําตอบในการแก้ปัญหา
5.การคิดช่วยให้เด็กเรียรีนรู้ความสามารถของศักยภาพทางการคิดของตนเอง
6.การคิดช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาทำให้เด็กพัฒนาความสามารถทางสมอง
7.การคิดช่วยให้เด็กเล็กๆสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ถ้าปัญหานั้นมีความเกี่ยวข้องกับเด็ก
ประเภทของการคิด
1.
ทักษะการคิดพื้นฐาน (BASIC
THINKING SKILLS)
1.1
ทักษะการสื่อความหมาย (COMMUNICATION SKILLS)
1.2
ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (CORE OR GENERAL THINKING SKILLS)
2.
ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher ordered/ More Complicated Thinking
Skill)
ลักษณะการคิด
1.การคิดคล่องและหลากหลาย
2.การคิดวิเคราะห์และคิดผสมผสาน
3.การคิดริเริ่ม
4.การคิดละเอียดชัดเจน
5.การคิดอย่างมีเหตุผล
6.การคิดกว้างและรอบคอบ
7.การคิดไกล
8.การคิดลึกซึ้ง
9.การคิดดี คิดถูกทาง
การจัดประสบการณ์ที่สร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
1.จัดประสบการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กและสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเด็ก
2.ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้คุยสนทนา อภิปรายและโต้เถียง ในระหว่างการเรียนรู้
3.จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม
4.คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึกของเด็กและเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ตนประทับใจ
5.ส่งเสริมและให้โอกาสเด็กในการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อน
กิจกรรมสร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
-กิจกรรมการเล่น
-กิจกรรมศิลปะ
-กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
-กิจกรรมคณิตศาสตร์
-กิจกรรมวิทยาศาสตร์
กลุ่มที่
8
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์
ความสำคัญต่อตัวเด็ก
1. ลดความเครียดทางอารมณ์
2. มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นสุข
3. มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง
4. สร้างนิสัยในการทำงานที่ดี
5.เปิดโอกาสให้เด็กได้สํารวจ คันคว้าทดลอง
ความสำคัญต่อสังคม
1. ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง
2.
คิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอํานวยความสะดวก
3.
ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย รวดเร็ว
4.
เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น
5.
ช่วยประหยัดแรงงานและเศรษฐกิจ
6.
ช่วยในการแก้ปัญหาสังคม
7. ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและดำรงไว้ซึ่งมนุษยชาติ
หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา
: ความคิดสร้างสรรค์
1.ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
2.การประเมินพัฒนาการ
3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดำเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย
5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก
6. การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา
: ความคิดสร้างสรรค์
1. การสังเกตและจดบันทึก
2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก
3. การถามคําถามวิธีการถามคําถามเด็กมีหลายวิธีด้วยกัน
4. การใช้แบบทดสอบ
5. การดูจากผลงานเด็กผลงานที่หลากหลายจะบ่งบอกถึงพัฒนาการหลายๆ
กลุ่มที่
9
การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
(ภาษา) ฟัง พูด อ่าน เขียน การรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
(ภาษา) สำหรับเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางสติปัญญานั้น
คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่น การจำ การคิดภาษา
การแก้ปัญหา
และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา
1. การคิด หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วยการมอง
ฟัง สัมผัส ชิมรส และดมกลิ่น การคิดเชื่อมโยงความสัมพันธ์สิ่งของต่าง ๆ
การคิดสร้างสรรค์ และการคิดแก้ปัญหา
2. การใช้ภาษาในการสื่อสาร ด้วยการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน
3. การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ ได้แก่ การจำแนกเปรียบเทียบความเหมือน-ความต่าง
การจัดหมวดหมู่สิ่งของ และการเรียงลำดับสิ่งต่าง ๆ
4. จำนวน ทั้งการนับจำนวนและการรู้ค่าของจำนวน
5. มิติสัมพันธ์ คือ การเข้าใจและการอธิบายในเรื่องพื้นที่ ตำแหน่ง ระยะทาง
ทิศทาง
6. เวลา ใช้ในการเปรียบเทียบเวลาต่าง ๆ เรียงลำดับเหตุการณ์และความเข้าใจเกี่ยวกับฤดูกาล
ความสำคัญของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย
เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้
เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น
ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
1.การฟัง
2.การพูด
3.การอ่าน
4.การเขียน
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็ก
อย่างรอบด้านเป็นระบบ ครอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตามสภาพจริง
ประเภทการวัดและการประเมิน
1. การทดสอบในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีการประเมินรวบรวมข้อมูล
อย่างเป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และผลการวัด
ออกมาเป็นคะแนน
2. การวัดในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการเทียบปริมาณ
เพื่อแสดงค่าตัวเลขเป็นการกํา หนดเซตของจำนวน
3. การประเมินผลในระดับปฐมวัย หมายถึง
กระบวนการที่ต่อมาจากการวัดแล้วตัดสินใจสรุปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์
4. การประเมินในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นการใช้วิธีการและ
เครื่องมือที่หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมายในการมองความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
วิธีการประเมินผล
1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทำกิจกรรม
2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์
3. สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียน โดยผ่านสมุดรายงานพฤติกรรม
4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ
5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก
6. การสนทนาโต้ตอบ คํา ถามและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม
7. การนํา เสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
8. การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน
9. การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคําพูดของเด็ก
2. การสนทนากับเด็กครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
กลุ่มที่
10
ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
: ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
ความสำคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
1.
มีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น ได้แก่ รู้จักการสังเกตการณ์เปรียบเทียบ
การแยกหมู่ การรวม หมู่ การเพิ่มขึ้นและการลดลง
2.
ขยายประสบการณ์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้สอดคล้อง โดยลำดับจากง่ายไปหายาก
3.
ให้เข้าใจความหมายและใช้คํา พูดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้ถูกต้อง เช่น เด็กจะต้องเข้าใจ
ความหมายของ สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น จำนวนสาม หมายถึง ส้มสามผล
4.
ฝึกทักษะเบื้องต้นการคิดคำนวณ
5.
ให้สัมพันธ์กับกิจกรรมศิลปะภาษาและสามารถนํา ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากของจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด
และเริ่มจากการสอนแบบรูปธรรมไปหานามธรรม
2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก
3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จำ
4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็ก
5. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย
6. เด็กปฐมวัยควรจะทราบว่าสิ่งต่างๆ นั้น
ย่อมมีความเหมือนและต่างกันในเรื่องสี ขนาด
7. เด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก
8. เด็กปฐมวัยควรจะได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างยาวกับสั้น สูงกับเตี้ย
ใกล้กับไกล
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามลำดับขั้นแนวคิดของเพียเจต์
ดังนี้
1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage)
2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational stage)
เพียเจต์จัดลำดับความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับ
คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยตามระดับพัฒนาการดังนี้
1. การจัดหมวดหมู่ (Classification)
2. การเรียงลำดับ (Seriation)
3. มิติสัมพันธ์ (Spatial Relationships)
4. ความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา (Temporal Relationships)
5. การอนุรักษ์ หรือการคงที่ด้านปริมาณ (Conservation)
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรม
-แบบบันทึกพฤติกรรม
-แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
-แบบบันทึกรายวัน
-แบบประเมินผลพัฒนาการ
2. การสัมภาษณ์
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
4. แฟ้มสะสมผลงานเด็ก
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
6. การเขียนบันทึก
7. การใช้แบบทดสอบ
กลุ่มที่
12
การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา“พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”
ความสำคัญของทฤษฎีพหุปัญญา
บุคคลจะมีปัญญาในแต่ละด้านไม่เท่ากัน
แต่ก็สามารถจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาปัญญาของบุคคล
ประเภทของพหุปัญญา
1.ปัญญาด้านภาษา
2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์
3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์
4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
5.สติปัญญาด้านดนตรี
6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล
7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง
8.ปัญญาด้านธรรมชาติ
9.ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต
หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา
ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง
โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน
บทบาทของผู้สอน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายลักษณะ
ผู้สอนมีบทบาทสำคัญคือ การศึกษา วิเคราะห์หลักสูตร วิเคราะห์ผู้เรียน
จัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล และยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
มุ่งให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
การส่งเสริมผู้เรียนเป็นสำคัญ
1.ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน
2.ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง
3.ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงโดยการปฏิบัติจริง
4.จัดหาสื่อ-อุปกรณ์ต่างๆในการเรียนรู้
5.แนะแนวทางให้ผู้เรียนรู้วิธีรวบรวมเนื้อหา
6.แบ่งกลุ่มการทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
7.คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยในการเรียนรู้
8.จัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน
การเตรียมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่พหุปัญญา
1.การเตรียมการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านรูปแบบ
2.การวิเคราะห์ผู้เรียนควรเลือกวิธีการที่เหมาะสม
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา
1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
2.การใช้แบบทดสอบ
3.แบบสำรวจรายการ
4.การเขียนบันทึก








































